รูปแบบการเดินทางของคนในเมืองเปลี่ยน พฤติกรรมทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ย้ายเข้าสู่แพลตฟอร์มมากขึ้น ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่อัปเดตแทบจะทันที (near real time) โครงสร้างประชากรก็เปลี่ยน โดยไทยมีสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2569) ขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และเทคโนโลยีมีความซับซ้อนขึ้น

ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ คำถามสำคัญของภาครัฐจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “เรามีเทคโนโลยีใหม่ใช้งานแล้วหรือยัง” แต่ต้องถามต่อว่า ระบบบริหารสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเปลี่ยนวิธีทำงานได้เร็วพอกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้หรือไม่

การทำของเดิมให้เป็นดิจิทัล (Digital) ไม่ได้เท่ากับการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลโดยอัตโนมัติ

ภาครัฐควรเร็วที่สุดจริงหรือ?

แนวคิดการกำกับดูแลที่ปรับตัวได้ (Adaptive Governance) ชวนให้มองว่า การปรับตัวไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนให้เร็วที่สุดเสมอไป แต่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง ความสามารถในการปรับตัว ความมั่นคงของระบบ และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (Janssen & van der Voort, 2016)

กระบวนการทำงานบางขั้นตอนของรัฐมีอยู่เพื่อให้การใช้อำนาจตรวจสอบได้และรับผิดชอบได้ ไม่ใช่เพราะระบบ “ช้า” เสมอไป ปัญหาจึงไม่ใช่การเร่งหรือปรับเปลี่ยนทุกขั้นตอน แต่คือการที่ภาครัฐรู้ว่าอะไรควรปรับ อะไรควรรักษาไว้ และจะปรับอย่างไรโดยไม่ทำลายสิทธิ ความเป็นธรรม และความชอบธรรม

เอ๊ะ… แล้วถ้า

ขั้นตอนบางอย่างยังอยู่เพียงเพราะ “ทำกันมาแบบนี้” ทั้งที่ไม่ได้เพิ่มความรับผิดชอบหรือความเป็นธรรมอีกแล้ว เราควรเก็บมันไว้หรือไม่?

แล้วภาครัฐต้องมี “ความสามารถ” อะไรบ้าง

Wu, Ramesh และ Howlett (2015) เสนอกรอบความสามารถเชิงนโยบาย (Policy Capacity) โดยแบ่งความสามารถออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ ความสามารถเชิงวิเคราะห์ (Analytical), ความสามารถในการนำไปปฏิบัติ (Operational) และความสามารถด้านการเมืองและความชอบธรรม (Political) และพิจารณาความสามารถเหล่านี้ใน 3 ระดับ คือ บุคคล องค์กร และระบบ

จุดสำคัญของกรอบนี้ไม่ใช่การจำชื่อทั้ง 9 ช่อง แต่คือการใช้มันเป็นเครื่องมือวินิจฉัยว่า ความสามารถส่วนใดของระบบพัฒนาไม่พร้อมกัน และช่องว่างตรงไหนอาจกลายเป็นคอขวดของการปรับตัว

Visual 01 · Framework Explorer

AI × ความสามารถเชิงนโยบาย (Policy Capacity)

เลือกวิธีอ่าน Matrix ตามคำถามของคุณ — แนวนอน แนวตั้ง หรือข้ามช่อง

ใช้เป็นไหม เปลี่ยนระบบจริงไหม ประชาชนยอมรับไหม
ระดับ ↓
มิติความสามารถ →
ความสามารถเชิงวิเคราะห์Analytical Capacity
ความสามารถในการนำไปปฏิบัติOperational Capacity
ความสามารถด้านการเมืองและความชอบธรรมPolitical Capacity
ระดับบุคคลIndividual
บุคคล × วิเคราะห์

โอกาส: ใช้ AI ช่วยค้น สรุป เปรียบเทียบ และวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น

ความเสี่ยง: เชื่อคำตอบ AI มากเกินไป ใช้ข้อมูลผิด หรือไม่ตรวจสอบแหล่งที่มา

คำสำคัญ: วิจารณญาณ (Judgment)
บุคคล × ปฏิบัติ

โอกาส: ลดงานซ้ำ ช่วยร่างเอกสาร จัดหมวดข้อมูล และสนับสนุนงานประจำ

ความเสี่ยง: ใช้เครื่องมือได้แต่ไม่เข้าใจกระบวนการ หรือพึ่ง AI จนทักษะเดิมลดลง

คำสำคัญ: ทักษะ (Skills)
บุคคล × ความชอบธรรม

โอกาส: ช่วยอธิบายเรื่องซับซ้อนและสนับสนุนการสื่อสารกับประชาชน

ความเสี่ยง: อคติของระบบ หรือปล่อยให้ AI แทนที่ดุลยพินิจของมนุษย์มากเกินไป

คำสำคัญ: ความรับผิดชอบ (Accountability)
ระดับองค์กรOrganizational
องค์กร × วิเคราะห์

โอกาส: ใช้ AI สนับสนุนการจัดการองค์ความรู้ วิเคราะห์ข้อมูล และช่วยให้การตัดสินใจมีหลักฐานมากขึ้น

ความเสี่ยง: หากข้อมูลต้นทางไม่ดี ผลวิเคราะห์อาจผิดตาม หรือข้อมูลในองค์กรยังแยกเป็นส่วน ๆ

คำสำคัญ: คุณภาพข้อมูล (Data Quality)
องค์กร × ปฏิบัติ

โอกาส: ใช้ AI และระบบอัตโนมัติช่วยปรับขั้นตอน ลดงานซ้ำ และประสานการทำงาน

ความเสี่ยง: เพียงนำเทคโนโลยีใหม่ไปใส่ในกระบวนการเดิม โดยวิธีทำงานจริงไม่ได้เปลี่ยน

คำสำคัญ: การเปลี่ยนผ่าน (Transformation)
องค์กร × ความชอบธรรม

โอกาส: ตอบสนองประชาชนได้เร็วขึ้น สื่อสารได้ดีขึ้น และเปิดเผยข้อมูลได้มากขึ้น

ความเสี่ยง: เมื่อระบบผิดพลาด อาจไม่ชัดเจนว่าใครต้องรับผิดชอบ

คำสำคัญ: ช่องว่างด้านความรับผิดชอบ (Accountability Gap)
ระดับระบบSystemic
ระบบ × วิเคราะห์

โอกาส: เชื่อมข้อมูลและองค์ความรู้ข้ามหน่วยงาน วิเคราะห์แนวโน้ม และสนับสนุนการมองอนาคต

ความเสี่ยง: มาตรฐานข้อมูลไม่ตรงกัน ระบบเชื่อมต่อไม่ได้ หรือพึ่งผู้ให้บริการเทคโนโลยีมากเกินไป

คำสำคัญ: การทำงานร่วมกันของระบบ (Interoperability)
ระบบ × ปฏิบัติ

โอกาส: ช่วยประสานงานข้ามองค์กรและสร้างบริการสาธารณะที่เชื่อมต่อกันมากขึ้น

ความเสี่ยง: กฎ ระบบ และโครงสร้างเดิมอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเปลี่ยนแปลง

คำสำคัญ: ความเฉื่อย/ข้อจำกัดเชิงสถาบัน (Institutional Inertia / Constraints)
ระบบ × ความชอบธรรม

โอกาส: เพิ่มการเข้าถึง การมีส่วนร่วม และคุณภาพการตอบสนองของภาครัฐ

ความเสี่ยง: ความไม่เป็นธรรม ความเป็นส่วนตัว การกีดกันบางกลุ่ม และความไว้วางใจของประชาชน

คำสำคัญ: ความไว้วางใจของประชาชน (Public Trust)

หมายเหตุ: กรอบ 3×3 อ้างอิง Wu, Ramesh และ Howlett (2015) ส่วนการจับคู่ “โอกาส–ความเสี่ยง” ของ AI และการอ่านข้ามช่องเป็นการประยุกต์เชิงวิเคราะห์ของ aTHLocal ไม่ใช่ข้อเสนอในงานต้นฉบับโดยตรง

หลังดู Matrix: คำถามไม่ใช่เพียงว่า “AI ใช้ได้ไหม” แต่คือความสามารถของคน องค์กร และระบบพัฒนาไปพร้อมกันหรือไม่

AI อาจเพิ่มทั้งความสามารถและความเสี่ยง

OECD ชี้ว่า AI สามารถช่วยภาครัฐทำงานอัตโนมัติ ปรับบริการให้เหมาะกับผู้ใช้ สนับสนุนการตัดสินใจ และช่วยงานของเจ้าหน้าที่ได้ แต่ในเวลาเดียวกัน การใช้ AI ในภาครัฐต้องเผชิญความเสี่ยงจากคุณภาพข้อมูล อคติ ความโปร่งใส ความเป็นส่วนตัว ทักษะของบุคลากร ระบบเทคโนโลยีเดิม และความรับผิดชอบที่ต้องชัดเจนกว่าในหลายบริบท (OECD, 2025)

ตรงนี้ทำให้ AI มีลักษณะสองด้านในเวลาเดียวกัน คืออาจเป็นทั้ง ตัวขยายความสามารถ (Capability Amplifier) และ ตัวขยายความเสี่ยง (Risk Amplifier) ขึ้นอยู่กับว่ามันถูกวางอยู่ในระบบแบบใด และระบบนั้นมีความสามารถรองรับเพียงใด

การมี AI ไม่ได้แปลว่าระบบเปลี่ยนแล้ว — AI Adoption ≠ AI-enabled Transformation

กรอบ Digital Government ของ OECD จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบดิจิทัลตั้งแต่ต้นทาง การใช้ข้อมูล การออกแบบบริการจากมุมผู้ใช้ และการทำงานเชิงรุก มากกว่าการนำเครื่องมือใหม่ไปวางทับขั้นตอนเดิมเพียงอย่างเดียว (OECD, 2020)

จาก “มีข้อมูล” ไปสู่ “ยอมเปลี่ยนเมื่อข้อมูลเปลี่ยน”

เพราะการมีข้อมูลมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะเรียนรู้หรือเปลี่ยนวิธีตัดสินใจตามข้อมูลนั้นเสมอไป

องค์กรอาจมีข้อมูลจำนวนมาก มีแผงข้อมูล (Dashboard) มีระบบรายงาน หรือมี AI ช่วยสรุปข้อมูล แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ตอบคำถามว่า เมื่อหลักฐานใหม่ขัดกับสิ่งที่องค์กรเคยเชื่อหรือเคยทำ องค์กรสามารถเปลี่ยนวิธีตัดสินใจหรือปรับแนวทางเดิมได้หรือไม่

ในบทความนี้ aTHLocal ใช้คำว่า Evidence Capacity เพื่ออธิบายความสามารถในการเข้าถึง ตรวจ และใช้หลักฐาน และใช้คำว่า Adaptive Capacity เพื่อชี้ต่อไปถึงความสามารถในการปรับการตัดสินใจ กระบวนการ หรือแนวทางเดิมเมื่อหลักฐานเปลี่ยน ทั้งสองคำในที่นี้เป็นกรอบสังเคราะห์เพื่อช่วยอธิบาย ไม่ใช่การเสนอว่าเป็นศัพท์มาตรฐานใหม่

เอ๊ะ… แล้วถ้า

องค์กรมีข้อมูลเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ยังตัดสินใจด้วยวิธีเดิม เรากำลังสร้าง “ภาครัฐที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” หรือเพียง “ภาครัฐที่มีข้อมูลจำนวนมาก”?

ความไว้วางใจของประชาชนอยู่ตรงไหน

ความไว้วางใจของประชาชนไม่ได้หมายถึงเพียงว่า ประชาชน “ชอบรัฐบาลหรือไม่” แต่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ต่อความน่าเชื่อถือ การตอบสนอง ความซื่อสัตย์ ความเปิดเผย ความเป็นธรรม และวิธีที่รัฐตัดสินใจต่อปัญหาซับซ้อน OECD Trust Survey ใช้มิติเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความไว้วางใจต่อสถาบันสาธารณะ (OECD, 2026)

ก่อนดูกราฟ: กราฟต่อไปไม่ได้ตอบว่า “อะไรทำให้ความไว้วางใจเพิ่มขึ้น” แต่ช่วยให้เห็นว่าการรับรู้ต่อกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงเวลาที่เปรียบเทียบได้

Visual 02 · Evidence Trend

ประชาชนมองการตัดสินใจของรัฐบาลเปลี่ยนไปอย่างไร?

OECD Trust Survey · เปรียบเทียบเฉพาะปีที่ใช้ฐานกลุ่มประเทศเดียวกันในแต่ละตัวชี้วัด

หมายเหตุ: จำนวนประเทศที่ใช้คำนวณค่าเฉลี่ยแตกต่างกันตามความพร้อมของข้อมูลในแต่ละตัวชี้วัด จึงแสดงเฉพาะปีที่สามารถเปรียบเทียบได้บนฐานกลุ่มประเทศเดียวกัน

หลังดูกราฟ: การรับรู้เรื่องการใช้หลักฐานแทบไม่เปลี่ยน ความเชื่อเรื่อง ความเป็นธรรมระหว่างคนต่างรุ่น (Intergenerational Equity) ลดลงเล็กน้อย และสัดส่วนของประชาชนที่รู้สึกว่าตนเอง “มีเสียง” ยังอยู่เพียงประมาณหนึ่งในสาม

เอ๊ะ… แล้วถ้า

เทคโนโลยีของรัฐดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่การรับรู้เรื่องหลักฐาน ความเป็นธรรม และการมีเสียงของประชาชนแทบไม่ขยับ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอหรือไม่?

การทดลองสิ่งใหม่อย่างรับผิดชอบ

ถ้าภาครัฐจะปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง การทดลองสิ่งใหม่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การทดลองของรัฐไม่เหมือนการทดลองผลิตภัณฑ์ทั่วไป เพราะความผิดพลาดอาจกระทบสิทธิ โอกาส งบประมาณ หรือบริการที่ประชาชนได้รับ

เป้าหมายจึงไม่ควรเป็น “อย่าทดลอง เพราะกลัวผิด” และก็ไม่ควรเป็น “ทดลองเร็วที่สุด แล้วค่อยแก้ทีหลัง” แต่ควรเป็นการทดลองในระดับที่เหมาะสม ตรวจสอบผล รับฟังข้อมูลย้อนกลับ และสามารถย้อนกลับหรือแก้ไขได้เมื่อหลักฐานเปลี่ยน

Visual 03 · Plain-language Check

สามคำถามก่อนเรียกสิ่งใดว่า “Transformation”

สรุปกรอบทั้งหมดให้เหลือคำถามที่คนอ่านนำกลับไปใช้ได้

1

ใช้เป็นไหม?

คนมีทักษะและวิจารณญาณเพียงพอหรือไม่

2

เปลี่ยนระบบจริงไหม?

กระบวนการ กติกา และวิธีตัดสินใจเปลี่ยน หรือเพียงเปลี่ยนเครื่องมือ

3

ประชาชนยอมรับไหม?

ระบบใหม่ยังมีความรับผิดชอบ เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และได้รับความไว้วางใจหรือไม่

รัฐที่ปรับตัวได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐที่วิ่งเร็วที่สุด

เป้าหมายอาจไม่ใช่การทำให้ภาครัฐวิ่งด้วยความเร็วเดียวกับเทคโนโลยี แต่คือการสร้างระบบบริหารที่เห็นปัญหาเร็วขึ้น ใช้ข้อมูลและหลักฐานดีขึ้น เรียนรู้เร็วขึ้น ทดลองอย่างรับผิดชอบ รับฟังประชาชน และสามารถแก้ไขตัวเองได้เมื่อหลักฐานเปลี่ยน

รัฐที่ปรับตัวได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐที่วิ่งเร็วที่สุด

แต่ต้องรู้ว่า เมื่อใดควรเร่ง เมื่อใดควรชะลอ และเมื่อใดควรเปลี่ยนเส้นทาง
โดยไม่ทิ้งความรับผิดชอบ ความเป็นธรรม และประชาชนไว้ข้างหลัง

การเปิดเผยการใช้ AI

บทความนี้พัฒนาร่วมกันโดย Jakrapong Nudam & Sol โดย Jakrapong Nudam เป็นผู้กำหนดประเด็น กรอบคำถาม แนวทางการวิเคราะห์ ตรวจทานเนื้อหา และรับผิดชอบเชิงบรรณาธิการต่อการเผยแพร่ ส่วน Sol สนับสนุนการค้นและตรวจแหล่งข้อมูล การสังเคราะห์วรรณกรรม การร่างและเรียบเรียง การออกแบบ Interactive Visual และการพัฒนาเชิงเทคนิคของหน้าเว็บ

สถานะของเนื้อหา: aTHLocal Analysis · Not peer reviewed. การใช้ AI ไม่ได้แทนที่การตรวจสอบแหล่งข้อมูลหรือความรับผิดชอบของมนุษย์

References

  1. Janssen, M., & van der Voort, H. (2016). Adaptive governance: Towards a stable, accountable and responsive government. Government Information Quarterly, 33(1), 1–5. https://doi.org/10.1016/j.giq.2016.02.003
  2. OECD. (2020). The OECD Digital Government Policy Framework: Six dimensions of a Digital Government. OECD Public Governance Policy Papers, No. 2. https://doi.org/10.1787/f64fed2a-en
  3. OECD. (2025). Governing with Artificial Intelligence: The State of Play and Way Forward in Core Government Functions. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/795de142-en
  4. OECD. (2026). OECD Survey on Drivers of Trust in Public Institutions 2026 Results: Navigating Rising Expectations and New Horizons. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/9eb63fec-en
  5. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2569). รายงานสถิติรายปีประเทศไทย 2569 (Statistical Yearbook Thailand 2026). สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  6. Wu, X., Ramesh, M., & Howlett, M. (2015). Policy capacity: A conceptual framework for understanding policy competences and capabilities. Policy and Society, 34(3–4), 165–171. https://doi.org/10.1016/j.polsoc.2015.09.001